
ในปี 2568 ที่ผ่านมาภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยหลายประการ ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจพลังงาน และความผันผวนของราคาน้ำมัน ภาวะอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลง ทำให้ธนาคารกลางมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย มีการขยายตัวอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 2.0 - ร้อยละ 2.4 ตามการประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ ต่ำกว่าปีก่อนที่มีการขยายตัวประมาณร้อยละ 2.5 ซึ่งสะท้อนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การส่งออกที่ชะลอตัวจากผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย (Aging Society) ทำให้ศักยภาพการเติบโตระยะยาวลดลง รวมถึงข้อจำกัดด้านกำลังซื้อของผู้บริโภค แม้จะมีการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐทั้ง โครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืนก็ตาม
ในด้านธุรกิจพลังงาน ราคากลางเฉลี่ยของน้ำมันสำเร็จรูปอ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ (Mean of Platts Singapore : MOPS) ในปี 2568 ปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้า ประมาณ 8-13 ดอลล่าร์สหรัฐ จากความกังวลภาวะเศรษฐกิจโลก และอุปทานน้ำมันดิบที่ล้นตลาด อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังคงนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลตลอดทั้งปี ส่วนราคาน้ำมันเบนซินปรับตามราคาตลาด กลุ่มบริษัทได้ให้ความสำคัญต่อการติดตามความเคลื่อนไหวของราคาและอัตรากำไร (Margin) อย่างใกล้ชิด โดยได้ปรับแนวทางการบริหารน้ำมันคงคลัง ตามการขึ้นลงของภาษีและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้กลุ่มบริษัทมีเป้าหมายเพิ่มรายได้จากธุรกิจ Non Fuel อย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 ได้ดำเนินการเปิดร้านกาแฟ ภายใต้แบรนด์ “ชาวดอย” จำนวน 4 สาขา
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัว ยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์แต่ละกลุ่มปรับตัวลดลง สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีจำกัด โดยมีปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาด ได้แก่ ระดับหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในเกณฑ์ที่สูงและกระบวนการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดขึ้น แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุนต่างๆ เช่น ลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนจำนอง และผ่อนคลายเกณฑ์อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value : LTV) กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่อง การควบคุมต้นทุน และการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง ทั้งนี้กลุ่มที่อยู่อาศัยระดับกลาง และโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง
คณะกรรมการบริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญในการกำหนด ทบทวน และบริหารจัดการนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และการดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
ในนามของคณะกรรมการบริษัทฯ ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า สถาบันการเงิน ผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทมาโดยตลอด บริษัทจะยังคงพัฒนาศักยภาพขององค์กร แสวงหาโอกาสการลงทุนที่เหมาะสม และขับเคลื่อนกลุ่มบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต
